บทความ
กระดานถามตอบ
Download
ติดต่อ
Site Map
 
 
« กันยายน 2553 »
อา.จ.อ.พ.พฤ.ศ.ส.
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 

 
 

 

 

 

 

 

 

 
Main Content > จับเข่าคุย
ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี...งานเชิงรุกของนักหนังสือพิมพ์
ในขณะที่หลายคนอาจต้องวางอุดมการณ์ทิ้งไว้ในรั้วมหาวิทยาลัย แต่ชวรงค์เห็นว่าตลอด 15 ปีของการทำงาน เขายังสามารถพกพาความคิดที่จะเป็นฟันเฟืองเล็กๆ ที่ดีของสังคม และทำให้เป็นจริงได้ ไม่ว่าในการคุมปลายปากกาของตนเอง การเป็นกองหลังที่ดี หรือการร่วมผลักดันงานของสมาคมนักข่าวฯ ให้เกิดมาตรฐานและจริยธรรมในวิชาชีพ....

ที่มา : IMAGE VOLUME 15 NO.1 January 2002

“ตั้งแต่วันที่ทำกิจกรรมจนถึงวันนี้ ผมรู้สึกว่าชีวิตไม่เปลี่ยนเลย”

ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี อดีตประธานสภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองเทียบความคิดและอุดมการณ์ในอดีตกับปัจจุบัน ที่อยู่ในตำแหน่งหัวหน้าศูนย์ข้อมูลไทยรัฐ และเลขาธิการสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

ด้วยความรู้ทางนิติศาสตร์และการเมือง ชวรงค์  เริ่มงานกับหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ หน้า ‘คุณภาพสังคม’ ต่อมาเป็นบรรณาธิการทีมข่าวเลือกตั้งปี 2531 แล้วย้ายไปเป็นผู้ช่วยรีไรเตอร์ข่าวการเมือง พร้อมกับเปิด ‘สกู๊ป หน้า 1’ ขึ้น เพื่อเป็นพื้นที่สำหรับสารคดีเจาะลึกเบื้องหลังข่าวต่างๆ

เมื่อมีคนชักชวนให้ไปทำ ‘แสงตะวัน’ ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์สำหรับคนไทยในนิวยอร์ก เขาเห็นเป็นโอกาสที่จะลาพักงานไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่สหรัฐอเมริกา หลังจากทำงานเก็บเงินที่นิวยอร์กราวปีครึ่งสมทบด้วยทุนที่ยืมได้จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ชวรงค์  ได้เข้าศึกษาใน School Of Journalism ที่มหาวิทยาลัยแห่งรัฐโอไฮโอ แล้วจึงกลับมาทำงานกับไทยรัฐในหน้าคุณภาพสังคมอีกครั้ง

สี่ปีต่อมา ได้ย้ายมาประจำตำแหน่งหัวหน้าศูนย์ข้อมูล ซึ่งเป็นเสมือนกองหลังของทีมบรรณาธิการ ชวรงค์ อธิบายถึงลักษณะงานว่า “เราคอยสนับสนุนทั้งเชิงข้อมูลและภาพ แต่เดิมคงทำงานอาจจะไม่เห็นว่าตังเองสำคัญอะไร เป็นแค่ห้องสมุด ผมก็พยายามทำให้เห็นว่า ถ้างานของศูนย์ข้อมูลดี ก็จะทำให้หนังสือพิมพ์ไทยรัฐมีข้อมูลที่ดี คือในเนื้อข่าวมีข้อมูลที่ถูกต้อง น่าสนใจ เป็นประโยชน์ คนที่ได้รับประโยชน์ก็คือคนอ่านที่จะได้พัฒนาความรู้ไปด้วย”

เมื่อเป็นกองหนุนได้ดีแล้วเขาจึงปรับการทำงานของศูนย์ข้อมูลให้มีบทบาทเชิงรุกมากขึ้น “เราเป็นหน่วยงานที่ต้องมอร์นิเตอร์ข่าวของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ เราอาจจะเห็นว่า ข่าวนี้ฉบับอื่นมี ไทยรัฐไม่มี เราก็จะโน้ตไปบอกกอง บ.ก. ว่าตกข่าวหรือเปล่า และเราคอยถามว่า มีข่าวอะไรไหมที่เราเคยทำ แต่ยังทำไม่เสร็จ”

“ปกติทำข่าวแล้วเราควรทำให้สิ้นสุด ไม่ใช่ครึ่งๆ กลางๆ แต่ก็เป็นธรรมดาที่เมื่อมีข่าวใหญ่กว่า ข่าวเก่าก็ต้องลดลงไป เราก็จะโน้ตไปบอกเขาทุกๆ เดือนว่ามีข่าวไหนบ้างที่ยังไม่จบ ถ้าว่างก็ไปตามหน่อย”

ในช่วงคาบเกี่ยวนั้น ชวรงค์  ได้เข้าไปทำงานในสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย ตำแหน่งปฏิคมต่างประเทศ ตามคำชักชวนของ ‘ปราโมทย์ ฝ่ายอุประ’ นายกสมาคมฯ ในขณะนั้น

ช่วงนั้นเป็นยุคหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ที่เราคงจำกันได้ว่า เกิดกับตื่นตัวของข่าวในสื่อทุกรูปแบบ ทำให้ความต้องการนักข่าวมีมากขึ้นและปริมาณก็มักเป็นเรื่องส่วนทางกับคุณภาพ
“บางส่วนที่รับสมัครเข้าไปก็ไม่ค่อยมีประสบการณ์ หรือจิตสำนึกทางวิชาชีพเท่าไร ทำให้เกิดปัญหาคุณภาพนักข่าว ถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่ทีมทำงานตอนนั้นจึงเริ่มการอบรมนักข่าวใหม่ มีจัดสัมมนาทางวิชาการมากขึ้น เพื่อพูดถึงประเด็นปัญหาทางวิชาชีพและบทบาท”

ในปี 2538 ชวรงค์  เข้ารับตำแหน่งเลขาธิการสมาคมฯ เป็นสมัยแรกก่อนจะพักงานไป 1 ปี ตามระเบียบสมาคมฯ เขากลับเข้ามาทำงานอีกครั้งในปีถัดมา และได้รับเลือกเป็นเลขาธิการต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน การทำงานในช่วงหลังนี้ สมาคมฯ ได้เน้นงานด้านต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะการส่งเสริมเสรีภาพของสื่อในภูมิภาคอาเซียน และร่วมก่อตั้ง Southeast Asian Press Alliance หรือ SEPA

ชวรงค์  เล่าถึงการทำงานของซีป้าว่า “เวลานักข่าวถูกทำร้าย ข่มขู่หรืออย่างกรณีที่รัฐบาลอินโดนีเซียจะออกกฎหมายควบคุมสื่อขึ้นมา เครือข่ายซีป้าก็จะคอยบอกให้ชาวโลกรู้ ร่วมกันประท้วง หรือบอกองค์กรทางด้านสื่อด้วยกันที่มีอยู่ทั่วโลกช่วยกันกดดันรัฐบาลให้ดูแล คือปกป้องนักข่าวจากการถูกทำร้ายร่างกาย จิตใจ และการข่มขู่คุกคามโดยใช้กฎหมาย อย่างกรณีประเทศตั้งใหม่ เช่น ติมอร์ตะวันออก เราก็ต้องเข้าไปช่วยจัดตั้งสมาคมผู้สื่อข่าวขึ้น ”

“บ้านเราเอง ปีที่แล้วก็มีนักข่าวถูกยิง นักข่าวท้องถิ่นถูกคุกคามโดยนักการเมือง ล่าสุดที่เราจับตาดูคือ การที่รัฐบาลที่เข้ามาแทรกแซงการทำงานของสื่อ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ”

ในปี 2540 สมาคมนักข่าวฯ และสมาคมนักหนังสือพิมพ์ ซึ่งแต่เดิมแยกองค์กรและการทำงานกันอยู่ ได้รวมตัวกันขึ้นเป็น ‘สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย’ พร้อมกับมีการก่อตั้ง ‘สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ’ ขึ้นในปีเดียวกัน ซึ่งเขาย้อนเล่าถึงแนวคิดริเริ่มว่า

“เราคิดว่าหนังสือพิมพ์ก็มีเสรีภาพแล้ว แต่ยังมีปัญหาเชิงจริยธรรมคือบ้านเรายังขาดองค์กรที่จะมาตรวจสอบหรือเฝ้าระวังในการทำงานของสื่อเป็น Watch Dog Of The Watch Dog เพราะสื่อนั้นทำหน้าที่เป็นวอต์ชด็อกในการเฝ้าดูแลสังคม แล้วใครจะมาดูแล วอต์ชด็อกตัวนี้”

สภาแห่งนี้ถือเป็นระบบตรวจสอบและควบคุมตัวเอง ที่หนังสือพิมพ์ทุกฉบับในกรุงเทพฯ และบางฉบับในภูมิภาคลงนามและตั้งคณะกรรมการร่วมกัน “ระบบนี้มีข้อดี คืออิสระจากการถูกแทรกแซงโดยรัฐ ข้อเสียก็คืออาจจะไม่สามารถลงโทษโดยใช้กฎหมาย เรียกว่าใช้กระบวนการลงโทษทางสังคมหรือรับผิดทางจริยธรรม แต่เมื่อทุกคนรู้ว่าตัวเองมีโอกาสถูกตรวจสอบ ก็ทำให้มีความระมัดระวังในการนำเสนอข่าว และดูแลนักข่าวตัวเองมากขึ้น เพราะสภานี้ไม่ได้คุมเฉพาะหนังสือพิมพ์ แต่คุมพฤติกรรมของผู้ทำหนังสือพิมพ์ด้วย”

เขายกตัวอย่างถึงกรณีที่นักข่าวการเมืองรายหนึ่งที่มีรายชื่ออยู่ในบัญชีรายจ่ายของนักการเมืองคนหนึ่งว่า นักข่าวกลุ่มหนึ่งได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อสภาฯ ทำให้มีการสอบสวนขึ้น “ในแวดวงนั้นรู้ดีว่าเป็นใคร และพยายามหาหลักฐาน แต่ก็เป็นธรรมดาที่ไม่มีใครให้หลักฐาน บริษัทรถที่มีการไปจองรถให้ก็ไม่ยอมบอกว่าใครมาจ่ายเงิน คนที่ถูกกล่าวหาก็ไม่ยอมรับแต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เขาลาออกจากต้นสังกัดเดิมไปเอง แล้วไปทำงานกับฉบับอื่น”

“ถึงจะไม่มีการสอบสวนจนเอาผิดได้ แต่อย่างน้อยก็สร้างบรรทัดฐานขึ้นมา สภาก็ประณามพฤติกรรมเหล่านี้ ต่อไปนี้ใครจะไปรับเงิน ให้แถลงข่าวช่วยโน้นช่วยนี่ หรือขึ้นบ้านใหม่จะต้องเอาการ์ดไปแจกนักการเมือง ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ให้เขาเอาเงินมาช่วย ใครจะทำก็ต้องคิดใหม่และสภาก็ออกมาเตือนเป็นระยะๆ หรือเชิญมาเตือนเรื่องการเสนอข่าวเด็ก ผู้หญิง หรือการละเมิดบุคคล”

แม้การหาประโยชน์จากวิชาชีพยังมีอยู่บ้างเปลี่ยนจาก ‘รับซองกันเห็นๆ’ มาเป็นวิธีเนียนและแยบยลขึ้น แต่โดยภาพรวมแล้ว ชวรงค์  เห็นว่าน้อยลง ขณะเดียวกันต้นสังกัดบางแห่งก็คุมเข้มพฤติกรรมนักข่าวของตนมากขึ้น “บางฉบับมีการออกกฎเกณฑ์การทำงานมากขึ้น เช่นบางกอกโพสต์หรือเนชั่น อย่างโพสต์นั้นห้ามนักข่าวสายเศรษฐกิจไปเล่นหุ้น หรือว่าการรับของขวัญก็บอกว่ารับเป็นของตัวเองไม่ได้ ต้องเอามาเป็นกองกลางอันนี้ก็เป็นความก้าวหน้าที่เกิดขึ้น”

ในขณะที่หลายคนอาจต้องวางอุดมการณ์ทิ้งไว้ในรั้วมหาวิทยาลัย แต่ชวรงค์  เห็นว่าตลอด 15 ปี ของการทำงาน เขายังสามารถพกพาความคิดที่จะเป็นเฟืองเล็กๆ ที่ดีของสังคม และทำให้เป็นจริงได้ไม่ว่าในการคุมปลายปากกาของตนเอง การเป็นกองหลังที่ดี หรือการร่วมผลักดันงานของสมาคมนักข่าวฯ ให้เกิดมาตรฐานและจริยธรรมในวิชาชีพ

"ผมยังทำอยู่ เพราะมีความตั้งใจว่า เราคงจะไม่เป็นแค่คนดีของสังคมในมาตรฐานคนดีทั่วๆ ไป ว่าจบแล้วก็ทำงานตามหน้าที่ ไม่เบียดเบียนหรือทำให้ใครเดือดร้อน ช่วยเหลือคนอื่นบ้างเป็นครั้งราว ส่วนตัวแล้วคิดว่านิยามของคนดีแค่นี้ไม่พอ ถ้าเราเห็นว่าสังคมนี้ตรงไหนไม่เรียบร้อย เราพอจะเข้าไปทำหรือผลักดันอะไรได้ เราต้องเข้าไปและต้องทำจริงๆ ด้วย"

"ความเป็นคนดีนั้นน่าจะต้องลุกขึ้นมาทำอะไรด้วย เรียกว่าต้องทำงานเชิงรุก"

 



( บทความโดย : admin | ผู้ตอบ : 53 | ผู้ชม : 909  )
  บทความ

เขาวานให้หนูโพสต์ภาพ อ.ป๋อง (อ่าน 1316)
ตัวแทนเครือข่าย บก.นสพ. 4 ภาคมอบช่อดอกไม้ให้กำลังใจ (อ่าน 6401)
เข้ารับพระราชทานวุฒิบัตรและเข็มวิทยฐานะ บ.ย.ส.รุ่นที่ 11 (อ่าน 10652)
ตามไปดู อ.ป๋อง สร้างฝายฯ (อ่าน 9817)
ตระเวนสำรวจพัฒนาการสื่อยุโรป: จากฝรั่งเศสถึงเยอรมนี (อ่าน 8101)
 


เสนอความคิดเห็น
หัวข้อ :
ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี...งานเชิงรุกของนักหนังสือพิมพ์
รายละเอียด :
*
ชื่อ :
*
อีเมล์ :
verificiation image *
 
 
 
©2003 - 2008 chavarong.net, All rights reserved. chavarong.net