ที่มา : สมิหลาไทม์ ฉบับประจำวันที่...................
ตามที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับสภาการหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยได้ร่วมกันจัดตั้งมูลนิธิสถาบันพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย เพื่อกำกับดูแลการบริหารงานของ “สถาบันพัฒนาสื่อแห่งประเทศไทย” เพื่อทำหน้าที่ในการพัฒนาทักษะทางด้านวิชาชีพ ส่งเสริมการทำข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนและการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับงานด้านสื่อมวลชน
ขณะเดียวกันสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยได้จัดตั้ง “ศูนย์ข่าวอิศรา” ซึ่งได้รับการยกระดับเป็น “สถาบันข่าวอิศรา”
ในเวลาต่อมารูปแบบการตั้งกองบรรณาธิการข่าวอิสระจากการร่วมมือกันของสื่อมวลชนจากส่วนกลางและสื่อมวลชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงแต่งตั้งให้ คุณชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี เป็นผู้อำนวยการบริหารสถาบันอิศรา
ผู้อำนวยการบริหารสถาบันอิศรา จบปริญญาตรี นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เริ่มทำงานที่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐตั้งแต่เดือนตุลาคม 2529 ในตำแหน่งผู้สื่อข่าวคอลัมน์คุณภาพสังคม จวบจนปัจจุบัน เขาก็ยังอยู่ในสถสบันข่าวแห่งนี้
นักกิจกรรมสู่เส้นทางข่าว
สมัยเรียนทำกิจกรรมมาตลอด อยู่กิจการนักศึกษา ประท้วง กฏหมายกีดกันการค้าข้าวสหรัฐ กีดกันการค้ากับญี่ปุ่น คลุกคลีกับข่าวมาตลอด ถูกบังคับให้ตามเพราะกิจกรรมที่ทำ ก่อนประท้วงต้องติดตามข่าวว่าเรื่องที่จะประท้วงเป็นอย่างไรบ้าง ต้องสนใจปัญหาบ้านเมือง เหมือนบังคับไปในตัวให้ติดตามข่าวสารบ้านเมือง จากตรงนั้นทำให้เราได้เปรียบเมื่อทำงานข่าว
เข้ามาทำงานที่ไทยรัฐ ไทยรัฐเปิดรับสมัครนักข่าวพอดี จึงลองสมัครดู ที่จริงอยากเป็นหลายอย่าง อยากเป็นปลัดอำเภอ อยากเป็นทนายอาสา พอดีสมัครแล้วได้ แล้วคิดว่าเราสามารถนำความคิดอุดมการณ์ที่ให้สังคมดี ใช้ตัวนี้เป็นตัวกลางผ่านความคิดของเราไปได้อยากให้สังคมรู้เรื่องไหนก็นำเสนอเรื่องนั้น นำปัญหาสังคมขึ้นมาตีแผ่เหมือนช่วยให้สังคมดีขึ้นไป
บังเอิญที่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐไม่ใช่ว่าอยู่ๆก็มาเขียนเอง ต้องมีการอบรมด้วยช่วง 3 เดือน เรียนเรื่องปิรามิดหัวตั้ง หัวกลับ เรียนการเขียนข่าว คนที่พื้นฐานทางด้านข่าวอยู่แล้ว จึงใช้เวลาไม่นานเพื่อเขียนข่าว จึงทำข่าวได้เร็ว เขียนสารคดี พอทำอยู่ 2 - 3 ปี จึงคิดว่าควรหาความรู้เพิ่มเติมจึงตัดสินใจไปเรียนต่อ
การไปเรียนต่อช่วยเราเยอะ อย่างน้อยๆก็คือเรื่องภาษา นอกจากนี้ยังทำให้เราคิดเป็นระบบมากขึ้น เข้าใจหลักของนิเทศศาสตร์ วารสารศาสตร์ มากขึ้น ทำให้มองโลกกว้างขึ้น มองปัญหาอย่างเป็นระบบโดยเฉพาะวิชาชีพเรา
20 ปี กับวิชาชีพสื่อ - ไทยรัฐ
มองว่าสื่อมีพัฒนาอีกระดับหนึ่ง ในเรื่องของขบวนการนำเสนอข่าว ความรวดเร็ว จริยธรรม เดี๋ยวนี้หนังสือพิมพ์ก็ถูกตรวจสอบจากสังคมมากขึ้น มีการแข่งขันกันมากขึ้น บุคลากรมีความรู้มากขึ้น แต่คิดว่ายังไม่ทันต่อความต้องการของสังคมยังมีการพูดคุยถึงทิศทางของสื่อที่ควรจะเป็นมากขึ้น สิ่งที่น่ากังวลและเป็นปัจจัยมากขึ้น เรื่องของเทคโนโลยี นำมาหลอมรวมเทคโนโลยีไอทีเข้ากับเทคโนโลยีของการสื่อสาร จะไม่ใช่แค่ หนังสือพิมพ์ วิทยุ หรือทีวีแล้ว จะเป็นการสื่อสารผ่านอินเตอร์เน็ต ต่อไปคนจะสามารถบริโภคข่าวสารได้ 24 ชั่วโมง เราอาจมองว่าเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับเรา แต่มันก็สามารถเกิดขึ้น เมื่อก่อนใครจะคิด ว่าเราสามารถใช้อินเตอร์เน็ตได้ตลอด ทุกเวลาเพราะฉะนั้นตรงนี้คนทำสื่อเองต้องคิดถึงการเปลี่ยนแปลงตรงนี้ ว่าจะไปทันหรือเปล่า พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป เพราะสมัยนี้เด็กอ่านหนังสือพิมพ์น้อยลง เพราะมีช่องทางรับรู้ข่าวสารมากขึ้น สื่อจะทำอย่างไรเพื่อตอบสนองตรงนี้
20 ปีในวงการสื่อ อยู่กับไทยรัฐมาตลอด หนังสือพิมพ์ไทยรัฐต้องถือว่าเป็นสถาบัน เป็นหนังสือพิมพ์ที่อยู่ข้างประชาชนเป็นหลัก ไม่ได้ยึดพรรคไหน เรารู้สึกว่าสบายใจ
ไทยรัฐเป็นหนังสือพิมพ์ที่คอลัมนิสต์มีความหลากหลายจะเห็นว่าแต่ละหน้า ไม่เหมือนกันที่สำคัญก็คือว่า ผู้บริหารเปิดโอกาสให้เราตั้งแต่แรกในการทำงาน ตอนไปเรียนก็ไม่ได้ลาออกเป็นการลาไปเรียนก็รู้สึกว่า 20 ปี ที่อยู่มาสบายใจ รู้และเข้าใจวัฒนธรรม เกือบครึ่งชีวิตของการทำงานก็คือไทยรัฐ
สไตล์ทำข่าว
เน้นความถูกต้อง ครบถ้วน “ถูกถ้วน” ก็คือว่า เวลาให้ลูกน้องไปทำข่าว จะเน้นว่าชื่อคน ตำแหน่ง ห้ามผิดเด็ดขาด แหล่งข่าวพูดอย่างไรต้องนำเสนอตามความจริง ข่าวต้องนำเสนอครบถ้วนทุกฝ่าย พยายามทำข่าวเชิงตั้งคำถามกับสิ่งที่เกิดขึ้น ที่เรียกว่า “เชิงสืบสวน” เพื่อให้ความจริงปรากฏ ให้คนอ่านเข้าถึงมากขึ้น
แต่ด้วยภาระหน้าที่ที่รับผิดชอบในองค์กรวิชาชีพค่อนข้างมากโอกาสในการนำเสนอข่าวอาจน้อยแต่ก็ พยายามทำข่าวให้ดีที่สุด เพราะเราคิดว่าเดี๋ยวนี้มีข่าวบางส่วนที่เขียนข่าวผิดๆถูกๆ ชื่อผิด นามสกุล ตำแหน่ง ทำให้หนังสือดูไม่มีคุณภาพ ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก
ทำสารคดีเชิงข่าวตั้งแต่แรกไม่ได้ประจำสายไหน แต่ว่าสายข่าวที่มีความเชี่ยวชาญมากกว่าสายอื่นคือ สายสิ่งแวดล้อม และสายไอที อีกสายคือประชาสังคม เคยทำข่าวทุจริตในองค์การโทรศัพท์ตั้งแต่ยังไม่เป็นทีโอที ก็คิดว่าเป็นข่าวที่ทำให้เราได้ลงมือกับวิชาชีพจริงๆ
หนักใจหรือไม่กับตำแหน่ง ผอ.สถาบันอิศรา ?
จริงๆแล้วงานที่ทำนี้ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ทำมานานแล้ว ปีนี้ก็เข้าสู่ปีที่ 14 ตั้งแต่เป็นสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทยเข้ามาใหม่ๆก็ทำเกี่ยวกับเรื่องพัฒนาสื่อ พัฒนาทักษะวิชาชีพของนักข่าวดูในภาพรวมของการพัฒนาสื่อมวลชนในหลายๆด้าน
เรามองว่า สื่อจะดีก็ต้องมีปัจจัยหลายๆอย่างเข้ามาเกี่ยวข้องต้องมีตั้งแต่ตัวบุคลากร ซึ่งเป็นตัวสำคัญ ต้องมีคุณภาพ จะมีคุณภาพอย่างเดียวก็ไม่ได้ ต้องมีคุณธรรมด้วย นอกจากนี้สื่อจะดีได้ต้องมีเสรีภาพด้วย สื่อจะดีได้ต้องมีทั้ง 3 อย่างควบคู่กันไป
สังคมซับซ้อนมากขึ้น หลายด้านมีความเกี่ยวข้องกันทั้ง สังคม เศรษฐกิจ การเมือง นักข่าวจึงต้องรู้รอบด้าน เราจึงจัดการอบรมนักข่าวทุกระดับ และอบรมนักเรียน นักเรียนก่อนเข้าสู่วิชาชีพก็มีที่เรียกว่า พิราบจิ๋ว พิราบน้อย
เดิมงานทั้งหมดอยู่สมาคมนักข่าว งานเยอะมากจนสมาคมไม่ได้ทำงานอื่นที่ควรจะทำ จึงตั้งสถาบันเพื่อพัฒนาสื่อมวลชนขึ้นมานั่นคือ “สถาบันอิศรา” การพัฒนาทักษะวิชาชีพผ่านวิธีการต่างๆ เช่น การอบรม การลงภาคสนาม งานวิจัย และพัฒนา
Chavarong.net
เนื่องจากต้องสอนหนังสือด้วย โอกาสสื่อสารกับนิสิตนักศึกษาไม่ค่อยมีเวลาจึงอาศัยเวบบอร์ด ในเวปไซต์มีให้ดาวน์โหลดงานเขียน หรือสไลด์ที่เราใช้สอน เพื่อนำบทความที่เคยเขียนใส่ไว้ เป็นความรู้ให้ผู้อื่น
ทุกวันนี้สื่อมีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงอื่นๆ คนที่ทำในองค์กรสื่อต้องตระหนักในเรื่อง เศรษฐกิจ สังคม การเมือง ตลอดเวลา ต้องรู้ทันโลก สิ่งที่เราทำออกไปมีผลกระทบต่อสังคม ทั้งในแง่บวกและแง่ลบเพราะฉะนั้นถ้าจะทำข่าวออกมาต้องระมัดระวังด้วย.
( บทความโดย : admin | ผู้ตอบ : 0 | ผู้ชม : 1067 ) |