บทความ
กระดานถามตอบ
Download
ติดต่อ
Site Map
 
 
« ธันวาคม 2560 »
อา.จ.อ.พ.พฤ.ศ.ส.
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 

 
 

 

 

 

 

 

 

 
Main Content > บทความ
ประชาธิปไตยไทยบนโลกไซเบอร์
(18 พฤษภาคม 2554) ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา บรรยากาศการเตรียมการลงสู่สนามเลือกตั้งคึกคักมากขึ้น พรรคการเมืองทยอยเปิดตัวผู้สมัครทั้งในระบบบัญชีรายชื่อและระบบเขต เพื่อแย่งชิงพื้นที่สื่อกันอย่างเข้มข้น

ขณะที่ การใช้ Social Media ในการหาเสียงของบรรดาผู้สมัครและพรรคการเมืองก็เริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้สมัครส่วนใหญ่นิยมใช้ Facebook เพราะอาจคุ้นเคยและใช้เป็นส่วนตัวอยู่ก่อนแล้ว มีบางส่วนพยายามใช้ Twitter แต่เท่าที่สังเกตดูก็ยังไม่มีใครสามารถใช้เป็นประโยชน์ได้อย่างเต็มที่มากนัก

พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่ให้ความสำคัญกับการใช้ Social Media ในการเลือกตั้งครั้งนี้มากที่สุด ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะผู้บริหารรุ่นใหม่อย่าง อภิรักษ์ โกษะโยธิน รองหัวหน้าพรรค หรือ @apirak_bangkok ที่รับผิดชอบเรื่องการใช้สื่อเพื่อรณรงค์หาเสียงของพรรคเข้าใจดีว่า ฐานเสียงสำคัญของประชาธิปัตย์คือ คนชั้นกลางในเมือง ซึ่งก็คือกลุ่มคนที่โลดแล่นอยู่ในโลกไซเบอร์นั่นเอง

อภิรักษ์พยายามผลักดันให้ผู้สมัครของพรรค โดยเฉพาะผู้สมัครหน้าใหม่ใน กทม.ใช้ Social Media สื่อสารกับประชาชนในโลกไซเบอร์ ไม่ว่าจะเป็นผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในเขตที่ผู้สมัคร ส.ส.คนนั้นลงสมัครหรือไม่ก็ตาม แต่ก็ดูเหมือนผู้สมัครส่วนใหญ่มุ่งที่จะไปเปิด fan page ของตัวเองใน Facebook มากกว่าที่จะเปิดบัญชีผู้ใช้ Twitter

จากการสำรวจดูคร่าวๆ จะพบว่ามีผู้สมัครที่ใช้ Twitter อย่างเป็นเรื่องเป็นราวนอกจากคุณอภิรักษ์ที่ใช้มานานแล้ว ก็มี แทนคุณ จิตต์อิสระ ผู้สมัครเขตดอนเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ หรือ @jittitsara จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี ผู้สมัครเขตดุสิต หรือ @TANchitpas รวมทั้งผู้สมัครหน้าเก่าอย่าง วิทเยนทร์ มุตตามระ ผู้สมัครเขตบางเขน หรือ @vittayen โดยทั้ง 3 คนนี้ มีการสื่อสารผ่านทวิตเตอร์อย่างสม่ำเสมอ

อย่างไรก็ตาม มีข้อน่าสังเกตว่าผู้สมัครส่วนใหญ่ใช้ Social Media โดยเฉพาะ Twitter เพื่อสื่อสารสิ่งที่ตัวเองอยากสื่อออกไปเท่านั้น เช่น บอกว่าวันนี้ไปเดินหาเสียงที่ไหนบ้าง พร้อมแนบภาพขณะลงหาเสียงไว้ แต่บางคนก็มีการสื่อสารกับผู้ติดตาม (followers) อย่างเป็นเรื่องเป็นราวและสม่ำเสมอ ขณะที่บางคนเน้นแค่การตอบขอบคุณผู้ที่มาทักทายให้กำลังใจเท่านั้น ยังมีน้อยที่มีการลื่อสารปัญหาที่ได้พบเห็นจากการลงพื้นที่แล้วนำมาเป็นประเด็นแลกเปลี่ยนกับผู้คนใน Social Media ให้เป็นลักษณะการสื่อสาร 2 ทางหรือการสื่อสารแบบมีส่วนร่วม

นอกจากนี้ ยังมีจุดที่ผู้สมัครหรือจะว่าไปแล้วหมายรวมถึงนักการเมืองทั่วไปมักมองข้าม นั่นก็คือ การเลือกที่จะตาม (following) บุคคลที่เป็น Influencers หรือผู้ที่มีอิทธิพลต่อความคิดของคนที่อยู่ในโลกของ Twitter เพื่อใช้เป็นช่องทางในการเปลี่ยนข้อมูลหรือข้อคิดเห็นกับบุคคลเหล่านี้ผ่านช่องทางการสื่อสารระหว่างบุคคล หรือ Direct Message

นั่นก็เพราะคนกลุ่มนี้ สามารถนำข้อมูล และความรู้ความเข้าใจที่ได้รับไปสื่อสารต่อกับกลุ่มผู้ติดตาม (followers) ของพวกเขาอีกต่อหนึ่ง

การใช้ Social Media ในลักษณะดังกล่าวนี้ เป็นการสื่อสารตรงไปยังผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งได้ไม่ต้องผ่านตัวกลางหรือสื่อมวลชนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ตัวผู้สมัครต้องรู้จักบริหารเวลาและมีศิลปะในการสื่อสารกับกลุ่มคนที่มาสื่อสารด้วย เพื่อเป็นการรักษาระดับ “ความนิยม” เอาไว้ให้ได้อย่างต่อเนื่อง

น่าเสียดายที่ผู้สมัครของพรรคเพื่อไทยยังมัวแต่วุ่นวายอยู่กับเฟ้นหาตัวผู้สมัครระบบบัญชีรายชื่ออันดับ 1 ที่เพิ่งจะลงตัวไปเมื่อวันจันทร์ที่ 16 พ.ค.ที่ผ่านมา ผู้สมัครส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดยังไม่มีใครใช้ประโยชน์จาก Social Media เลย หรือแม้แต่ทวิตเตอร์ของพรรคคือ @PheuThaiParty ก็ไม่ค่อยมีการ update ข่าวสารใหม่ๆ อย่างสม่ำเสมอ

คราวนี้ นอกจากที่ Social Media จะเป็นเครื่องมือให้กับนักการเมืองในการสื่อสารกับประชาชนโดยตรงแล้ว เราจะพบว่า Social Media ยังเป็นแหล่งที่กลุ่มการเมืองต่างๆ ใช้เป็นช่องทางในการเผยแพร่อุดมการณ์ทางการเมืองของกลุ่มตัวเอง รวมทั้งใช้เป็นช่องทางในการหักร้างหรือโจมตีกลุ่มการเมืองที่มีแนวความคิดตรงกันข้าม

ดังนั้น เราๆ ท่านๆ ที่ต่างเป็นผู้บริโภคข่าวสารที่ถั่งโถมเข้ามาผ่าน Social Media รูปแบบต่างๆ จะต้องใช้วิจารณญาณอย่างสูงสุดในการกลั่นกรองข้อมูลข่าวสารเหล่านั้น ก่อนที่จะมีการส่งต่อด้วยการ share หรือ retweet ข้อมูลข่าวสารนั้นๆ ออกไปยังเครือข่ายของแต่ละคน

เพราะนั่นหมายถึงว่า เราอาจตกเป็นเครื่องมือของนักการเมือง หรือกลุ่มการเมืองต่างๆ ที่มักมีผลประโยชน์ส่วนตนหรือพวกพ้องแอบแฝงเข้ามาอยู่เสมอ โดยกว่าที่เราจะรู้ตัว ก็พบว่าตัวเองตกเป็นเครื่องมือไปแล้ว

การใช้เสรีภาพในการสื่อสารเพื่อสร้างประชาธิปไตยที่ทุกคนปรารถนานั้น เป็นทั้งสิทธิและหน้าที่ของคนไทยทุกคน แต่การใช้เสรีภาพนี้ ก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของความรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม ที่ปัจจบันมีความเปราะบางภายใต้ความขัดแย้งของกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ที่มีโอกาสในการปะทุขึ้นมาเป็นความรุนแรงอยู่ตลอดเวลา

ในโอกาสที่สัปดาห์นี้ เป็นช่วงของการครบรอบ 19 ปีของเหตุการณ์นองเลือดจากการเรียกร้องประชาธิปไตยของประชาชนและนิสิตนักศึกษาในช่วงวันที่ 17-20 พฤษภาคม 2535 และเป็นช่วงครบรอบ 1 ปีของเหตุการณ์กระชับพื้นที่การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ซึ่งทั้ง 2 เหตุการณ์ได้นำมาซึ่งความสูญเสียชีวิตของพี่น้องคนไทยด้วยกันเป็นจำนวนมาก

จึงน่าจะเป็นช่วงเวลาสำคัญที่คนไทยและสังคมไทยจะได้ร่วมกันทบทวนว่า ทำอย่างไรที่เหตุการณ์ความรุนแรงที่คนไทยต้องประหัตประหารกันเช่นนี้ จะไม่เกิดซ้ำขึ้นอีก...
ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี
chavarong@thairath.co.th
www.twitter.com/chavarong

( บทความโดย : admin | ผู้ตอบ : 0 | ผู้ชม : 2160  )
  บทความ

แก้แค้น VS แก้ไข : ความเหมือนในความต่าง? (อ่าน 4186)
แก้แค้น VS แก้ไข : ความเหมือนในความต่าง? (อ่าน 3690)
บทเรียนของประชาธิปัตย์กับพลังที่เพื่อไทยประมาทไม่ได้ (อ่าน 4219)
การเมืองทำสงคราม(ออนไลน์)ปะทุ โซเชียลฯ กลายเป็นมีด! เป็นปืน! (อ่าน 5675)
ไม่อยากทำร้ายประเทศไทย อย่าส่งต่อความรุนแรง (อ่าน 5207)
 


เสนอความคิดเห็น
หัวข้อ :
ประชาธิปไตยไทยบนโลกไซเบอร์
รายละเอียด :
*
ชื่อ :
*
อีเมล์ :
verificiation image *
 
 
 
©2003 - 2011 chavarong.net, All rights reserved. chavarong.net