บทความ
กระดานถามตอบ
Download
ติดต่อ
Site Map
 
 
« ธันวาคม 2560 »
อา.จ.อ.พ.พฤ.ศ.ส.
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 

 
 

 

 

 

 

 

 

 
Main Content > บทความ
สื่อการเมือง-สื่อเลือกข้างต้องไม่ยุให้คนทำผิดกฎหมาย
(15 มิ.ย.2554) ท่ามกลางกระแสการแข่งขันในการรายงานข่าวการเลือกตั้ง โดยเฉพาะการติดตามนำเสนอความเคลื่อนไหวของหัวหน้าพรรคการเมืองที่มีโอกาสจะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล จนกระทั่งเกิดอุบัติเหตุกับรถของสำนักข่าวต่างๆที่ติดตามการหาเสียงของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ภาพข่าวจากอุบัติเหตุครั้งนี้ ได้รับการเผยแพร่ในทันทีผ่าน Social Media โดยผู้สื่อข่าวที่อยู่ในเหตุการณ์ทำให้มีการตั้งคำถามถึงสวัสดิภาพของผู้สื่อข่าวที่ทำหน้าที่ติดตามทำข่าวบุคคลสำคัญของบ้านเมือง ที่ต้องนั่งรถติดตามขบวนของนักการเมืองซึ่งใช้ความเร็วสูงเพื่อให้ถึงจุดหมายตามกำหนดเวลาที่ทีมงานวางไว้ (อ้างอิงจาก Twitter ของ @Jeerapong_nna)

ตามด้วยข้อสังเกตต่อรถของสำนักข่าวต่างๆที่ติดตามขบวนของนักการเมืองว่าประกอบด้วยรถของสำนักข่าวใดบ้าง ซึ่ง 1 ในนั้นมีรถของสำนักข่าวแห่งหนึ่งที่ทำข่าวเสนอทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ซึ่งมีรายการส่วนใหญ่สนับสนุนการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงอย่างชัดเจน โดยรถสำนักข่าวแห่งนี้ ได้ติดสติ๊กเกอร์หมายเลขสมัครรับเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทยไว้อย่างชัดเจนอย่างชัดเจน (ต่อมาได้ถูกแกะออกไปโดยอาจจะเกรงว่าจะเกิดปัญหากับพรรคเพื่อไทย)

นี่เป็นสาเหตุของคำถามต่อมาจากเพื่อนผู้ประกอบวิชาชีพสื่อถึงการเกิดขึ้นและดำรงอยู่ของสื่อที่ประกาศตัวชัดเจนว่าสนับสนุนพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมือง ซึ่งบางคนเรียกว่าสื่อการมือง หรือบางคนก็เรียกว่า สื่อเลือกข้าง พร้อมทั้งถามหาจุดยืนขององค์กรวิชาชีพที่มีต่อสื่อลักษณะนี้

เรื่องนี้ มีประเด็นที่ต้องพิจารณาอยู่ 2-3 ประเด็นได้แก่ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานของเสรีภาพสื่อมวลชนในระบอบประชาธิปไตย ความหมายของสื่อการเมืองและสื่อเลือกข้าง และบทบาทหน้าที่ขององค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน

ในประเด็นแรก เสรีภาพของสื่อมวลชนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ถูกบัญญัติไว้ในมาตรา 45 ดังนี้...

มาตรา 45 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น

การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัวหรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันหรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชน

การสั่งปิดกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้ จะกระทำมิได้

การห้ามหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเสนอข่าวสารหรือแสดงความคิดเห็นทั้งหมดหรือบางส่วน หรือการแทรกแซงด้วยวิธีการใดๆ เพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้ จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายซึ่งได้ตราขึ้นตามวรรคสอง

การให้นำข่าวหรือบทความไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจก่อนนำไปโฆษณาในหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่น จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะกระทำในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม แต่ทั้งนี้จะต้องกระทำโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายซึ่งได้ตราขึ้นตามวรรคสอง เจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย

การให้เงินหรือทรัพย์สินอย่างอื่นอุดหนุนกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นของเอกชน รัฐจะกระทำมิได้ จากบทบัญญัติมาตรานี้ จะเห็นได้ว่า เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามระบอบประชาธิปไตยของไทย เป็นเสรีภาพที่มีเงื่อนไข เพราะรัฐสามารถออกกฎหมายมาจำกัดเสรีภาพดังกล่าวได้ โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัวหรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันหรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชน

อย่างไรก็ตาม ในวรรคถัดมา กฎหมายระบุถึงเสรีภาพของสื่อมวลชนไว้เป็นการเฉพาะว่า “การสั่งปิดกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้ จะกระทำมิได้” ซึ่งหมายความว่า รัฐธรรมนูญคุ้มครองเสรีภาพของสื่อมวลชนไว้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด (absolute protection) เพราะไม่ได้ระบุข้อยกเว้นเพื่อให้ใช้อำนาจรัฐเข้ามาแทรกแซงเสรีภาพของสื่อมวลชนด้วยการ “สั่งปิด” เหมือนกับที่ระบุไว้ในวรรคถัดๆมา ซึ่งระบุว่า...

การห้ามหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเสนอข่าวสารหรือแสดงความคิดเห็นทั้งหมดหรือบางส่วน หรือการแทรกแซงด้วยวิธีการใดๆ เพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้ จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายซึ่งได้ตราขึ้นตามวรรคสอง

การให้นำข่าวหรือบทความไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจก่อนนำไปโฆษณาในหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่น จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะกระทำในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม แต่ทั้งนี้จะต้องกระทำโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายซึ่งได้ตราขึ้นตามวรรคสอง

การที่กฎหมายรัฐธรรมนูญระบุไว้เช่นนี้ ย่อมหมายความว่า แม้การ “สั่งปิด” กิจการสื่อมวลชนจะทำไม่ได้ เพราะไม่มีกฎหมายยกเว้นให้ทำได้ แต่รัฐสามารถห้ามหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเสนอข่าวสารหรือแสดงความคิดเห็นทั้งหมดหรือบางส่วน หรือการแทรกแซงด้วยวิธีการใดๆ ซึ่งถือว่าลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้ ได้ โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายซึ่งได้ตราขึ้นตามวรรคสอง อาทิ การอ้างอำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นต้น

ดังนั้น หากสื่อมวลชนใด นำเสนอข่าวซึ่งแม้จะนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรง รัฐก็ไม่มีอำนาจไปสั่งปิด เพราะกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจไว้ จะทำได้ก็แต่เพียงสั่งให้ระงับการนำเสนอเนื้อหาที่มีลักษณะยุยงให้เกิดความรุนแรง พร้อมทั้งดำเนินคดีกรณีที่เนื้อหาของสื่อนั้นๆ ละเมิดกฎหมายต่างๆ เช่น กฎหมายอาญาว่าด้วยเรื่องหมิ่นประมาท เป็นต้น

ทั้งหมดนี้ แสดงให้เห็นว่า เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญนั้น ต้องการคุ้มคอรงเสรีภาพของสื่อมวลชนแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพราะถือว่าเสรีภาพของสื่อมวลชน ซึ่งเป็นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เป็นรากฐานสำคัญของระบอบประชาธิปไตย

ด้วยเหตุนี้เอง ในประเด็นที่สอง ที่ว่าด้วยสื่อการเมืองและสื่อเลือกข้างนั้น จึงเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยทั่วโลก เพียงแต่ในประเทศไทยนั้น การเกิดขึ้นของสื่อเพื่อเผยแพร่อุดมการณ์ทางการเมือง(สื่อการเมือง) หรือสื่อเลือกข้าง อาจเป็นเรื่องใหม่ที่เกิดขึ้นมาเมื่อไม่ถึง 10 ปีที่ผ่านมา

จุดกำเนิดของสื่อประเภทนี้ มีต้นเหตุมาจากปัญหาโครงสร้างความเป็นเจ้าของสื่อวิทยุ-โทรทัศน์ ที่ถูกผูกขาดโดยหน่วยงานของรัฐมาตั้งแต่ยุคก่อกำเนิดก่อนปี 2500 จนกระทั่งปัจจุบัน ดังนั้น เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นด้วยเนื้อหาที่ตรงกันข้ามกับผู้มีอำนาจรัฐ จะถูกกีดกัดไม่ให้ถูกนำเสนอในสื่อของรัฐเหล่านี้

ต่อมาเมื่อเทคโนโลยีการสื่อสาร โดยเฉพาะดาวเทียมกลายมาเป็นช่องทางเลือกในการสื่อสารโดยไม่ถูกจำกัดจากฝ่ายที่กุมอำนาจรัฐ โทรทัศน์ดาวเทียมจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการเผยแพร่การเรียกร้องทางการเมือง โดยเฉพาะในช่วงที่มีการชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาล ซึ่งหากเป็นการนำเสนอข่าวสารและการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองตามปกติ ก็ถือว่าเป็นสิทธิที่ทำได้ในระบอบประชาธิปไตย

แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ เมื่อมีการถ่ายทอดสดการปราศรัยบนเวทีการชุมนุม บางครั้งผู้พูดมีการใช้สิทธิเกินรัฐธรรมนูญ กล่าวคือ มีการกล่าวปราศัยยุยงให้ผู้ชุมนุมกระทำการที่ผิดกฎหมาย เช่น ให้ไปทำร้ายนายกรัฐมนตรี บุกรุกสถานที่ราชการที่สำคัญ หรือไปกดดันการทำหน้าที่ของบุคคลากรในกระบวนการยุติธรรม ฯลฯ ทำให้รัฐมีความชอบธรรมในการเข้ามา “ห้ามการเสนอข่าวสารและแสดงความคิดเห็น” โดยอาศัยกฎหมายเกี่ยวกับความมั่นคงได้

ประเด็นสุดท้ายที่เกี่ยวข้องคือ บทบาทขององค์กรวิชาชีพสื่อ ซึ่งมีการแบ่งหน้าที่อย่างค่อนข้างชัดเจนว่า ในกรณีที่มีการเข้ามาแทรกแซงหรือจำกัดเสรีภาพในการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนในกรณีทั่วๆไปแล้ว เป็นงานของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย หรือสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย แต่หากเป็นกรณีของการละเมิดจริยธรรมของสื่อมวลชน จะเป็นหน้าที่ของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ หรือสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย โดยมีข้อจำกัดว่าสภาวิชาชีพจะกำกับดูแลได้เฉพาะสื่อที่เป็นสมาชิกของสภาเท่านั้น เนื่องจากเป็นการควบคุมกันเองโดยสมัครใจ ไม่มีกฎหมายรองรับ ซึ่งเป็นไปตามหลักสากลของประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตย

ดังนั้น ในห้วงเวลาที่สังคมมีความเห็นแตกต่างทางการเมืองค่อนข้างสูง และมีการเกิดขึ้นของสื่อที่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองและสื่อที่เลือกข้างทางการเมือง ทำให้องค์กรวิชาชีพต้องออกมาเตือนสังคมเป็นระยะๆ ให้ใช้วิจารณญานในการบริโภคข่าวสารและการแสดงความคิดเห็นจากสื่อเหล่านี้ เพื่อมิให้ถูกชักจูงไปสู่การกระทำที่ผิดกฎหมายและละเมิดสิทธิของบุคคลอื่น

เมื่อใดก็ตามที่สื่อเหล่านั้น กระทำการที่เป็นการละเมิดกฎหมาย องค์กรวิชาชีพจะสนับสนุนให้มีการดำเนินการตามกฎหมายกับสื่อนั้นด้วยความเป็นธรรม และต้องไม่กระทบต่อเสรีภาพในการเสนอข่าวและแสดงความคิดเห็นภายใต้กรอบจริยธรรมในวิชาชีพ

ทั้งหมดนี้ เป็นหลักการในการดำรงไว้ซึ่งเสรีภาพในการเสนอข่าวและแสดงความคิดเห็นของสื่อมวลชน ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนที่นักข่าวอาวุโส อย่างบัญญัติ ทัศนียะเวช มานิจ สุขสมจิตร พงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร สุทธิชัย หยุ่น และอีกหลายๆคน ร่วมกันต่อสู้เรียกร้องและปกป้องมาตลอดชีวิต...
ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี
chavarong@thairath.co.th
www.twitter.com/chavarong

( บทความโดย : admin | ผู้ตอบ : 0 | ผู้ชม : 2182  )
  บทความ

แก้แค้น VS แก้ไข : ความเหมือนในความต่าง? (อ่าน 4186)
แก้แค้น VS แก้ไข : ความเหมือนในความต่าง? (อ่าน 3690)
บทเรียนของประชาธิปัตย์กับพลังที่เพื่อไทยประมาทไม่ได้ (อ่าน 4219)
การเมืองทำสงคราม(ออนไลน์)ปะทุ โซเชียลฯ กลายเป็นมีด! เป็นปืน! (อ่าน 5675)
ไม่อยากทำร้ายประเทศไทย อย่าส่งต่อความรุนแรง (อ่าน 5207)
 


เสนอความคิดเห็น
หัวข้อ :
สื่อการเมือง-สื่อเลือกข้างต้องไม่ยุให้คนทำผิดกฎหมาย
รายละเอียด :
*
ชื่อ :
*
อีเมล์ :
verificiation image *
 
 
 
©2003 - 2011 chavarong.net, All rights reserved. chavarong.net