บทความ
กระดานถามตอบ
Download
ติดต่อ
Site Map
 
 
« ธันวาคม 2560 »
อา.จ.อ.พ.พฤ.ศ.ส.
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 

 
 

 

 

 

 

 

 

 
Main Content > บทความ
ไม่อยากทำร้ายประเทศไทย อย่าส่งต่อความรุนแรง
(30 มิ.ย.2554) แล้วก็มาถึงช่วงใกล้โค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคมนี้ พรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรคต่างเร่งระดมกันออกแคมเปญการรณรงค์ใหม่ๆ ออกมาอย่างคึกคัก เพื่อหวังช่วงชิงคะแนนเสียงจากกลุ่มคนที่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกพรรคการเมืองใด ซึ่งเชื่อกันว่า จะเป็นตัวตัดสินว่าใครจะแพ้ ใครจะชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้...
จากการประเมินของสำนักโพลต่างๆ รวมทั้งผู้สันทัดกรณีทางการเมือง ทั้งในโลกออฟไลน์ และโลก Social Media ค่อนข้างเป็นไปในทิศทางเดียวกันว่า พรรคเพื่อไทยจะได้คะแนนเสียงมาเป็นอันดับที่ 1 แต่ก็ไม่น่าจะถึงหรือเกินกึ่งหนึ่ง(250 ที่นั่ง) ของจำนวน ส.ส.ทั้งหมด ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์จะได้จำนวน ส.ส.มากเป็นลำดับที่ 2

นอกจากนี้ ยังเชื่อกันอีกว่า หากพรรคเพื่อไทย ซึ่งแม้จะได้จำนวน ส.ส.มากที่สุด มีคะแนนเสียงน้อยกว่า 240 ที่นั่ง โอกาสในการที่จะไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ย่อมมีสูงเพราะไปประกาศไว้แล้วว่าจะไม่ร่วมสังฆกรรมกับพรรคภูมิใจไทยที่คาดหมายว่าจะเป็นพรรคที่มีจำนวน ส.ส.มากเป็นลำดับที่ 3

เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ ก็อยู่ที่ว่าพรรคการเมืองขนาดเล็กและขนาดจิ๋วแบบพรรคชาติไทยพัฒนา ชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน และพรรคมาตุภูมิ (ยกเว้นพรรครักประเทศไทยของชูวิทย์ที่ประกาศไปทั่วว่าจะขอเป็นฝ่ายค้าน) จะไปร่วมกับขั้วไหนในการจัดตั้งรัฐบาล

ซึ่งหากไปร่วมกับประชาธิปัตย์และภูมิใจไทย ก็เป็นที่คาดหมายกันว่าบรรดาคนเสื้อแดงทั้งหลายจะออกมาเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องความชอบธรรมในการจัดตั้งรัฐบาลให้กับพรรคเพื่อไทยอีกหรือไม่ และเมื่อถึงเวลานั้น ประเทศไทยของเราก็ต้องกลับเข้าไปสู่ช่วงเวลาแห่งการชุมนุมเรียกร้องต่างๆอีกครั้งหรือไม่

ในทางกลับกัน หากพรรคเพื่อไทยสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ โดยมีพรรคขนาดเล็กและขนาดจิ๋วเข้าร่วมด้วย และนำแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงหรือ นปช.ที่เป็นผู้สมัครในระบบบัญชีรายชื่อหลายคนมาเป็นรัฐมนตรีในกระทรวงสำคัญๆ อีกทั้งเร่งรัดให้ออกกฎหมายนิรโทษกรรมเพื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พ้นผิด ก็อาจจะมีคนอีกกลุ่มหนึ่งไม่พอใจและนำไปสู่การชุมนุมประท้วงขับใล่รัฐบาลเช่นเดียวกัน

จริงๆแล้ว ในประเทศที่มีการพัฒนาแล้ว การเดินขบวนประท้วงและเรียกร้องของประชาชนกลุ่มต่างๆ เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่มีให้เห็นกันอยู่ทุกวัน แต่ที่แตกต่างกับการชุมนุมประท้วงในประเทศๆไทยคือ การไม่ไปล่วงละเมิดสิทธิของบุคคลอื่น เช่น การปิดถนน ยึดสถานที่ราชการ หรือแม้กระทั่งการทำลายทรัพย์สินจนเกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาชาวโลก และส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจและการจ้างงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เมื่อเร็วๆนี้ กลุ่มองค์กรต่างๆ ทั้งในภาคธุรกิจ อุตสาหกรรมต่างๆ และองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ที่ไม่อยากเห็นประเทศไทยต้องกลับเข้าไปสู่ภาวะที่คนไทยต้องมาเสียเลือดเนื้อจากฝีมือของคนไทยด้วยกันเอง ได้ออกมาร่วมกันเรียกร้องให้ทุกๆฝ่าย “ก้าวข้ามความรุนแรงสู่สังคมปรองดอง” ซึ่งก็ได้รับการตอบรับจากหลายฝ่ายในระดับหนึ่ง

แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ต้องยอมรับว่า ฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้องและเคยเป็นคู่ขัดแย้งกัน ยังคงพยายามที่จะนำเหตุการณ์และสถานการณ์ต่างๆที่เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายของตนมาโจมตีทำลายความน่าเชื่อถือของฝ่ายตรงข้าม ซึ่งหากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้อยู่ ก็มีความน่าเป็นห่วงว่า ภายหลังการเลือกตั้ง ประเทศไทยจะต้องกลับไปสู่ภาวะเดิมๆ หรืออาจจะเกิดเหตุความรุนแรงกว่าที่เคยเกิดขึ้น จนยากที่จะฟื้นฟูให้กลับมาเป็นดังเดิมได้

ดังนั้น ในวันที่ 30 มิถุนายนนี้ กลุ่มองค์กรภาคธุรกิจและองค์กรวิชาชีพสื่อ ได้ขยายความร่วมมือไปยังกลุ่มองค์กรวิชาชีพและองค์กรภาคประชาสังคมอื่นๆ ออกมาเรียกร้องพรรคการเมืองและทุกๆฝ่ายที่เกี่ยวข้องหรือเคยเป็นคู่ขัดแย้ง มาทำสัญญาประชาคมร่วมกันว่า จะช่วยกันปกป้องและยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและจะไม่นำพาประเทศไทยกลับไปสู่ภาวะความรุนแรงอีกแล้ว

โดยจะขอให้ประชาชนทั่วไปที่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ ร่วมกันแสดงออกเพื่อให้เห็นว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรงขึ้นอีก ไม่ว่าจะเริ่มจากฝ่ายใด โดยผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งไปรษณียบัตร และ Social Media ทั้ง Facebook และ Twitter ซึ่งรายละเอียดต่างๆ จะมีการแถลงให้ทราบกันต่อไป อย่างไรก็ตาม การเรียกร้องให้ประเทศไทยกลับไปสู่สังคมปรองดองนั้น ไม่ได้หมายความเพียงว่า คนไทยจะต้องคิดเห็นเหมือนๆกัน หรือใครพูดอะไรก็เออออไปหมด จริงๆแล้ว ในสังคมที่มีความปรองดองกันนั้น ประชาชนสามารถมีความเห็นที่แตกต่างกันได้ แต่ต้องไม่ขัดแย้งกันจนถึงขั้นจับอาวุธขึ้นมาประหัตประหารกัน

ในวงของกลุ่มองค์กรที่ออกมารณรงค์ในครั้งนี้ จึงมีความพยายามจะสื่อข้อความออกไปให้คนไทยทุกกลุ่มทุกสีตระหนักว่า คนไทยเรานั้น “เห็นต่างได้ แต่อย่าทำร้ายประเทศไทย” ด้วยการนำพาประเทศและคนไทยไปสู่ความรุนแรงหรือสงครามกลางเมืองอย่างที่เราได้เห็นในช่วงปีเศษๆที่ผ่านมา

และจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุด เพื่อร่วมกันรณรงค์ให้ประเทศไทยไม่กลับไปสู่ภาวะมิคสัญญีอีกอีกครั้ง โดยสามารถทำได้ทันทีคือ “อย่าส่งต่อความรุนแรง” หรือการไม่ส่งต่อหรือเผยแพร่ข้อความ อีเมล์หรือรูปภาพใดๆ ที่มีลักษณะยั่วยุให้คนไทยเกลียดชังกัน หรือเห็นอีกฝ่ายเป็นศัตรูที่ต้องกำจัดให้พ้นไป โดยเฉพาะการส่งผ่านทางเครือข่าย Social Media

เพียงเท่านี้ ก็จะได้ชื่อว่า มีส่วนร่วมในการนำพาประเทศไทยก้าวพ้นความรุนแรง ไปสู่สังคมปรองดองที่คนไทยทุกคนปรารถนา และในทางกลับกัน หากยังเพิกเฉยธุระไม่ใช่ หรือยังส่งต่อความรุนแรงกันไปเรื่อยๆ แล้ว

เมื่อถึงวันที่ประเทศไทยต้องล่มสลาย ตกอยู่ภายใต้ภาวะสงครามกลางเมืองที่ต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูเป็น 10-20 ปี ก็ไม่ต้องไปโทษใครให้เสียเวลา เพราะคนที่สมควรได้รับการตำหนิมากที่สุด ก็คือ ตัวเราเอง...
ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี
www.twitter.com/chavarong
chavarong@thairath.co.th

( บทความโดย : admin | ผู้ตอบ : 0 | ผู้ชม : 5207  )
  บทความ

แก้แค้น VS แก้ไข : ความเหมือนในความต่าง? (อ่าน 4185)
แก้แค้น VS แก้ไข : ความเหมือนในความต่าง? (อ่าน 3689)
บทเรียนของประชาธิปัตย์กับพลังที่เพื่อไทยประมาทไม่ได้ (อ่าน 4218)
การเมืองทำสงคราม(ออนไลน์)ปะทุ โซเชียลฯ กลายเป็นมีด! เป็นปืน! (อ่าน 5675)
ไม่อยากทำร้ายประเทศไทย อย่าส่งต่อความรุนแรง (อ่าน 5207)
 


เสนอความคิดเห็น
หัวข้อ :
ไม่อยากทำร้ายประเทศไทย อย่าส่งต่อความรุนแรง
รายละเอียด :
*
ชื่อ :
*
อีเมล์ :
verificiation image *
 
 
 
©2003 - 2011 chavarong.net, All rights reserved. chavarong.net